แมตช์นี้อย่าพลาด การฟาดแข้งระหว่าง เอฟเวอร์ตัน ปะทะ ลิเวอร์พูล

แดนนี อิงส์ น่าจะได้รับโอกาสทองในการลงเล่นเป็นผู้เล่นตัวจริงเป็นครั้งแรก ภายใต้การคุมทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ เมื่อหงส์แดงออกไปล่าเจ้าเอฟเวอร์ตัน ในเกมเมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี้ เกมที่ 231 ในวันเสาร์นี้

โดยศูนย์หน้าหมายเลข 28  ลงเล่นครั้งล่าสุดในทีมตัวจริง ตั้งแต่ในเดือนตุลาคม ปี 2015 เมื่อเขาสามารถเข้าทำประตูได้ ในเกมที่เสมอกัน 1-1 ก่อนที่จะพบกับอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้เขาไม่ได้ลงสนามในฐานะตัวจริงตั้งแต่ครั้งนั้น เป็นต้นมา โดยทางผู้จัดการของทีมกล่าวในงานแสดงข่าวก่อนเกมของเขาไว้ว่า “ตอนนี้แดนนีอยู่ในสภาพร่างกายที่ดี ผมจะไม่ขอการันตีนะ แต่มันก็ไม่ได้ดูแย่ ซึ่งเขาก็สามารถลงตัวจริงได้ในการแข่งของวันพรุ่งนี้” แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ลิเวอร์พูลยังขาดสมาชิกทีมชุดใหญ่หลายคน  จากอาการบาดเจ็บ ไม่ว่าจะเป็น เอ็มเร่ ชาน, โจ โกเมซ, แร็กนาร์ คลาวาน, อดัม ลัลลานา และรวมไปถึงโจเอล มาติป

ในส่วนของโมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยังไม่ทราบแน่นอนว่าจะลงเล่นในเกมดาร์บี้ได้ หลังจากที่เขาถูกเปลี่ยนตัวออก 7 นาทีก่อนหมดครึ่งแรกในเกมที่เอาชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในแชมเปียนส์ลีกเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา

โดยคล็อปป์อธิบายว่า “คุณสามารถจินตนาการได้ว่า เราได้พยายามทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อทำให้เขาพร้อมลงเล่นอีกครั้ง  โดยขณะนี้เขายังพอมีเวลาอีก 24 ชั่วโมง หรืออย่างมากก็ 23 ชั่วโมง จนกระทั่งเราเริ่มลงแข่ง ดังนั้น ค่อยมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นในเกมการแข่งครั้งนี้บ้าง แต่ถ้าเขายังไม่ชัวร์ เขาจะไม่ได้โอกาสลงเล่น

ทางฝ่ายของเอฟเวอร์ตันมีความหวังเพิ่มเติมว่าไอดริสซา กัวเย่ ในตำแหน่งมิดฟิลด์จะพร้อมลงเล่น

โดยบอกว่า “เขาได้ซ้อมอย่างเต็มรูปแบบแล้วในวันนี้ ดังนั้น ถ้าเขาไม่มีปฏิกิริยาอะไร เขาก็จะอยู่ในทีม” แซม อัลลาร์ไดซ์ ส่วนนักเตะที่เหลือที่ยังบาดเจ็บของเราเป็นการเจ็บระยะยาว และไม่มีทางที่จะฟิตทัน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าค่อนข้างแย่ที่เกิดขึ้นในสองสามเกมก่อนและในเกมดาร์บี ดังนั้น เราต้องลงเล่นไปด้วยนักเตะที่เรามี” ผู้จัดการทีมเอฟเวอร์ตันกล่าวระหว่างงานแถลงข่าวกับสื่อในวันศุกร์ที่ผ่านมา

แล้วมาลุ้นกันว่าศึกการแข่งครั้งนี้ ทีมใดจะได้ชัย ได้ไปกี่แต้ม แต่ก็ไม่แน่อาจจะเสมอกัน ก็เป็นไปได้ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร แฟนบอลทั้งสองทีมคงต้องมีความเสียวจะเสียแต้มอยู่เป็นแน่ เขาอาจจะทำเหมือนขาด แต่เขาอาจจะได้กินแบบเงียบๆก็เป็นไปได้

 

 

Continue reading

เมสซี่ อัจฉริยะแห่งโลกฟุตบอล

ลิโอเนล เมสซี่ถือเป็นหนึ่งในนักเตะไม่กี่คนที่วิวัฒนาการตัวเองให้อยู่ในระดับสุดยอดได้ตลอดคงเส้นคงวา จากจอมเลี้ยงสู่จอมทัพที่สามารถบงการเกมได้ตามใจสั่ง และแม้อายุจะเข้าหลักสาม เมสซี่ยังผสมผสานทักษะการคุมเกม, เลี้ยงบอล และทำประตู ให้อยู่ในคนเดียวกันได้อย่างไร้ที่ติ แบบที่ ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ เพื่อนร่วมสโมสรและทีมชาติ เคยกล่าวว่า เหมือนมีนักเตะ 3 คนอยู่ในตัวเมสซี่คนเดียว คุณจะไปเถียงกับคนอื่นก็ได้ว่าหนึ่งในยอดดาวยิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกผู้นี้ก็เป็นสุดยอดจอมส่ง เพราะหลักฐานมันก็มีให้เห็นมากมายอยู่แล้ว

เมสซีเริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุยังน้อยเขาเปิดตัวครั้งแรกกับบาร์เซโลนาในฤดูกาล 2004–2005 โดยทำลายสถิติทีม โดยเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ทำประตูในลีก เกียรติประวัติในฤดูกาลแรกของเขาคือชนะการแข่งขันในลาลีกา และชนะครั้งที่ 2 ในลีก รวมถึงในแชมเปียนส์ลีก ในปี ค.ศ. 2006 ฤดูกาลแจ้งเกิดของเขาคือฤดูกาล 2006–2007 เขาเป็นผู้เล่นในทีมชุดใหญ่เต็มตัว โดยทำแฮตทริกในเอลกลาซีโก

เขาทำลายสถิติตลอดกาลพร้อมชูถ้วยแชมป์แล้วมากมาย การได้ดูเมสซี่ลงเล่นก็เหมือนคุณได้เห็นอัจฉริยะที่โลกนี้อาจมีแค่คนเดียว ความยิ่งใหญ่ของ ลิโอเนล เมสซี่ ได้มากที่สุด คือการไล่เรียงสถิติและรางวัลที่เขาได้รับ ได้แก่ บัลลงดอร์ 5 สมัย, แชมป์ 30 รายการกับสโมสร, 91 ประตูใน 1 ปีปฏิทิน รวมถึงตำแหน่งดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติอาร์เจนติน่า, บาร์เซโลน่า และลาลีกา

หลายครั้งพ่ายแพ้ แพะรับบาปจะมีชื่อว่า เมสซี่ เสมอทั้งๆที่ความจริงแล้ว บ่อยครั้งที่เพื่อนร่วมทีมคนอื่นเป็นคนทำพลาดมากกว่า เพราะหมายเลข 10 เป็นคนสร้างสรรค์เกมทุกคนรู้ดี พร้อมกับทำประโยชน์ให้กับทีม และจะไม่พูดถึงไม่ได้ต้องมีการเปรียบเทียบกันระหว่างเมสซี่กับโรนัลโด้อยู่เสมอ

“นักฟุตบอลสองคนนี้คือ เก่งที่สุด ถ้าเทียบกับนักฟุตบอลในยุคนี้ทั้งหมด แต่สำหรับหนึ่งเดียวในสายตาของผมมองว่าเป็น เมสซี เพราะ โรนัลโด ยังมีอะไรบางอย่างที่ยังทำได้ไม่เท่าเขา ในเรื่องของ ทักษะ พรสวรรค์ และเทคนิค ทั้งคู่เก่งนั้นเหมือนกัน ผมว่านี่เป็นเรื่องน่ายินดีในโลกฟุตบอล ที่พวกเราได้พวกเขามาประดับวงการฟุตบอล แต่ เมสซี นับว่าเป็นนักฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลกในตอนนี้ สำหรับระดับของเขานั้น หาคนเทียบได้ยากมาก โรนัลโด อาจจะเหนือกว่านักฟุตบอลอีกหลายๆ คน แต่ผมว่ายังไงก็ตามเขาก็ยากที่จะทำได้เหนือกว่า เมสซี” เดวิด เบ็คแฮม ได้กล่าวถึงประเด็นนี้

Continue reading

5 ประเด็นที่น่าสนใจศึกแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้

ศึกแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เปิดบ้านเอติฮัด สเตเดี้ยม รับมือกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในค่ำคืนนี้ เกมนี้เป็นศึกแห่งศักดิ์ศรี แล้วยังเป็นเกมตัดสินแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ หากเรือใบสีฟ้าเก็บชัยชนะได้จะคว้าแชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 5 มาครองทันที ประเด็นที่น่าสนใจมี ดังนี้

1.แมนซิตี้ จะคว้าแชมป์ไปกับ แมนยู

ย้อนกลับไปในฤดูกาล 2013-14 แมนซิตี้ ในยุคของกุนซือ มานูเอล เปเยกรินี่ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกด้วยการเอาชนะเวสต์แฮม ยูไนเต็ด 2-0 ในเกมสุดท้าย  ขณะที่ฤดูกาลนี้พวกเขามีโอกาสคว้าแชมป์ด้วยการเอาชนะคู่ปรับร่วมเมืองอย่างแมนยู ถ้าหากพวกเขาทำได้ จะถือเป็นปีที่น่าจดจำและจะถูกพูดถึงไปอีกนาน

2.มูรินโญ่ Vs กวาร์ดิโอล่า

มูรินโญ่ กับ เป๊ป นับว่าเป็นคู่รักคู่แค้นกันตั้งแต่สมัยทั้งคู่คุมทีมอยู่ในลา ลีกา สเปน ถึงแม้ทั้งคู่จะโยกมาคุมทีมในอังกฤษ ความดุเดือดก็ไม่ได้ลดลงไปเมื่อทั้งคู่ต่างมาคุมทีมที่เป็นคู่แข่งกันโดยตรง ลองย้อนไปในเกมล่าสุดที่ทั้งสองทีมเจอกัน เป็นเรือใบสีฟ้าที่บุกเข้าไปเอาชนะได้ก่อน 2-1 เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว และหากพูดถึงเกมที่ทั้งคู่ปะทะกันแล้วเกมขาดลอยที่สุด คือเกมที่บาร์เซโลน่า ทลาย เรอัล มาดริด เมื่อปี 2010

3.แมนซิตี้ถึงเวลากลับเข้าฝั่งหรือไม่

ทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า พลาดท่าด้วยการบุกไปพ่าย ลิเวอร์พูล 0-3 ในฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดแรก เมื่อวันพุธที่ผ่านมา  เกมค่ำคืนนี้กับแมนยูเป็นที่สิ่งที่หลายฝ่ายจับตาดูว่า  กุนซือชาวสเปนจะมีการพักตัวหลักมากน้อยเพียงใด  เพื่อเตรียมความพร้อมนัดล้างตากับหงส์แดงในเชาเปาโลสัปดาห์หน้า หากพวกเขาสามารถเอาชนะได้ในเกมนี้ อาจเป็นการเรียกความมั่นใจกลับมาได้ดี

4.อเกวโร่ Vs ลูกากู
โรเมลู ลูกากู โดนวิจารณ์หนักเรื่องฟอร์มการเล่นในฤดูกาลนี้ อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังยังผลิตสกอร์อย่างต่อเนื่องจนกระหน่ำไปแล้ว 15 ประตูในลีก  ในส่วนของเซร์คิโอ อเกวโร่ หากเจ้าตัวสลัดอาการบาดเจ็บกลับมาก็อาจได้รับโอกาสลงสนามในเกมนี้ และจะกลายเป็นความหวังของทีมทันที หลังในฤดูกาลนี้ซัดไปแล้ว 21 ประตูในลีก

5.วัดกันของแนวรุก

สิ่งที่หลายคนจับตาในเกมนี้คือการวัดกันของสุดยอดแนวรุกของทั้งสองทีม ที่เต็มไปด้วยแข้งดาวเด่น โดยแมนซิตี้ มีเควิน เดอ บรอยน์ เป็นตัวชูโรง ประสานงานร่วมกับ เลรอย ซาเน่ ที่ฟอร์มกำลังร้อนแรง, ดาบิด ซิลบา, กาเบรียล เฆซุส และเซร์คิโอ อเกวโร่ ซึ่งหาก เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ไม่ตัดสินใจพักแข้งตัวหลักคงได้เห็นขณะที่แมนยู ก็มีแนวรุกที่อันตรายไม่แพ้กัน ทั้งโรเมลู ลูกากู, อเล็กซิส ซานเชซ รวมถึง ตัวแทรกอย่าง อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล, มาคัส แรชฟอร์ด และเจสซี่ ลินการ์ด ที่พร้อมเป็นความหวังที่จะบุกมาจมเรือใบสีฟ้าให้ได้ในเกมนี้

 

Continue reading

5 แข้งเหล็ก ตำแหน่งเปลี่ยน ชีวิตเปลี่ยน

รู้กันดีว่าแกเร็ธ เบล เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ยกระดับฝีเท้าขึ้นมาสู่ระดับโลก หลังจากที่เขาเปลี่ยนตำแหน่งจากแบ็กซ้ายมาเป็นตัวรุกซึ่งทำให้เขากลายเป็นนักเตะระดับโลกจนถูกเรอัล มาดริดคว้าตัวไปครอบครอง ส่วนอีกรายก็เป็นเธียร์รี่ อองรี ที่หลายคนทราบกันดีว่าเคยเล่นปีกมาก่อน ก่อนที่จะผันตัวเองมาเป็นสุดยอดกองหน้าระดับโลก

นอกจากนี้ยังมีแข้งเหล็กอีก 5 แข้ง ที่ตำแหน่งเปลี่ยน ชีวิตเปลี่ยน

  1. พอล สโคลส์

พอล สโคลส์ เคยเล่นกองหน้าเคียงข้างกับ เอริค คันโตน่า และ แอนดี้ โคล แต่ในเดือนกันยายน ปี 1997 ได้รับนาทีทองให้เขาเล่นมิดฟิลด์ตัวกลางเพราะรอย คีน โดนอาการบาดเจ็บเล่นงานจนลงสนามไม่ได้ตำแหน่งนี้ทำให้เขาแจ้งเกิดได้ในการเล่นมิดฟิลด์ มีลูกยิงไกลอันทรงพลัง มีวิสัยทัศน์การเล่น การวางบอล ความฉลาดในการอ่านเกม ในส่วนของมิดฟิลด์หัวแดงเพลิงได้รับการยกย่อง จากนักเตะชั้นนำหลายคนและแฟนบอลทั่วโลกว่า คือกองกลางที่ดีที่สุดในโลก

  1. บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์

ก่อนหน้านี้หลุยส์ ฟานกัล ทิ้งมรดกไว้ให้กับบาเยิร์น มิวนิคคือการปรับตำแหน่งของชไวน์สไตเกอร์ จากปีก มาสู่มิดฟิลด์ตัวกลาง ในสมัยรุ่งเรือง อดีตแข้งปีศาจแดงแจ้งเกิดกับตำแหน่งปีกซ้าย ที่คอยกระชากลากเลื้อยและตัดเข้าใน แต่ในปี2009 ฟานกัล สิ่งหนึ่งในตัวชไวนี่มากกว่านั้น จึงจับมาเล่นตำแหน่งกึ่งๆกองกลางตัวรับ ชไวนี่สถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นตำนานของเสือใต้ ก่อนจะมาอยู่กับแมนฯยูและตอนนี้ได้โลดแล่นอยู่ในเมเจอร์ลีก กับ ชิคาโก้ ไฟร์

  1. ไรอัน เซสเซอยอง

เรื่องราวการเปลี่ยนตำแหน่งของเซสเซอยอง ดูคล้ายกับแกเร็ธ เบล ยิ่งนัก คือเริ่มต้นตัวเองจากแบ็ก และขยับขึ้นมาเป็นปีกซ้าย โดยผลงานที่จับต้องได้ของหนุ่มน้อยคือ 14 ประตู กับอีก 6 แอสซิสต์ ในเดอะแชมเปี้ยนชิพ จนพาฟูแล่ม มีลุ้นเลื่อนชั้นในปีนี้

  1. แว็งซองต์ ก็องปานี

กัปตันทีมแมนฯซิตี้ ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของอันเดอร์เลช ด้วยวัยเพียง 17 ปี ในฐานะกองกลางตัวรับ จนได้ย้ายเข้าสู่ลีกบุนเดสลีก้ากับฮัมบูร์ก ซึ่งที่นี่เขาก็ยังคงเล่นตำแหน่งนี้อยู่  ต่อมาเขาข้ามฟากมาเล่นในพรีเมียร์ลีก กับแมนฯซิตี้ในยุคของมาร์ค ฮิวจส์ ในช่วงแรกเขายังคงเล่นตำแหน่งกองกลางตัวรับ แต่ในขณะที่เขากำลังทำได้ดีกับตำแหน่งนี้ ในปี 2010 เขาได้ค้นพบตัวเองว่าอีกหนึ่งตำแหน่งที่ตัวเองทำได้ดีคือเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ ใน 8 ปีต่อมา ก็องปานี ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในกองหลังที่ดีที่สุดในโลก และพาเรือใบสีฟ้า คว้าแชมป์ลีกได้ถึงสองสมัย

  1. โรบิน ฟาน เพอร์ซี่

ในตอนที่ ฟาน เพอร์ซี ย้ายเข้าสู่อาร์เซน่อล เขาคือปีกดาวรุ่งที่เรียกได้ว่า มีพรสวรรค์ที่สุดคนหนึ่งของวงการลูกหนังดัตช์ จากความเร็ว เทคนิค ความสามารถหลอกล่อคู่แข่ง และการจบสกอร์ ที่เขามี โดยอาร์แซน เวนเกอร์ ได้มองเห็นบางอย่างในตัวหนุ่มคนนี้ จึงขยับเพอร์ซี่ มาเล่นในตำแหน่งกองหน้า และเขาก็ตอบแทนด้วยประตูจนเป็นหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดของยุโรป ณ เวลานั้น และย้ายเข้าสู่รั้วโอลด์ แทรฟฟอร์ด ในเวลาต่อม ตลอดชีวิตการค้าแข้ง เขาทำไปกว่า 300 ประตู ซึ่งประตูที่หลายคนจดจำได้คือลูกโหม่งใส่ทีมชาติสเปนในฟุตบอลโลก 2014 จนได้รับการเรียกลูกนั้นว่า “เดอะ ฟลายอิ้ง ดัตช์แมน”

 

Continue reading

5 แข้งที่เปลี่ยนตำแหน่งแล้วรุ่ง

  1. โรบิน ฟาน เพอร์ซี่

ในตอนที่ ฟาน เพอร์ซี ย้ายเข้าสู่ร่วมทีมกับอาร์เซน่อลเจ้าของฉายาไอ้ปืนใหญ่ ด้วยวัย 20 ปี เขาคือปีกดาวรุ่งที่ที่มีความสามารถ ฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยม เรียกได้ว่ามีพรสวรรค์ที่สุดคนหนึ่งของวงการฟุตบอลเลยก็ว่าได้  ซึงสามารถดูได้จากความเร็ว เทคนิค ความสามารถในการหลอกล่อคู่แข่ง และการจบสกอร์ ที่เขามี  ทั้งนี้ทางด้านกุนซืออาร์แซน เวนเกอร์ ได้เห็นศักยภาพในตัวเขา  จึงได้ขยับเพอร์ซี่ มาเล่นในตำแหน่งกองหน้า ซึ่งเขาก็ทำผลงานได้ดีมาก  จนเป็นหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดของยุโรป ณ เวลานั้น และย้ายร่วมทีมปีศาจแดง ในเวลาต่อมา   ตลอดการค้าแข้งของเขา เขามีผลงานที่ยอดเยี่ยมเสมอ เขาทำไปกว่า 300 ประตู ซึ่งประตูที่หลายคนจดจำได้คือลูกโหม่งใส่ทีมชาติสเปนในฟุตบอลโลก 2010 จนได้รับการเรียกลูกนั้นว่า “เดอะ ฟลายอิ้ง ดัตช์แมน”

  1. แว็งซองต์ ก็องปานี

กัปตันเรือใบสีฟ้า ได้ ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของอันเดอร์เลช ด้วยวัยเพียง 17 ปี ในฐานะกองกลางตัวรับ จนได้ย้ายเข้าสู่ลีกบุนเดสลีก้ากับฮัมบูร์ก ต่อมาเขาข้ามฟากมาเล่นในพรีเมียร์ลีก กับแมนฯซิตี้ในยุคของมาร์ค ฮิวจส์ ในช่วงแรกเขาก็ยังคงเล่นตำแหน่งกองกลางตัวรับอยู่ และสุดท้าย ในปี 2010 เขาได้ค้นพบศักยภาพของตัวเองว่า เขาสามารถเล่นได้อีกหนึ่งตำแหน่งคือเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ   โดยภายหลัง 8 ปีต่อมา ก็องปานี ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในกองหลังที่ดีที่สุดในโลก และพาเรือใบสีฟ้า คว้าแชมป์ลีกได้ถึงสองสมัย

  1. ไรอัน เซสเซอยอง

เขาเริ่มต้นตัวเองจากแบ็ก และขยับขึ้นมาเป็นปีกซ้าย โดยผลงานที่จับต้องได้ของหนุ่มน้อยวัย17 ปี คือ 14 ประตู กับอีก 6 แอสซิสต์ ในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ จนพาฟูแล่ม มีลุ้นเลื่อนชั้นในปีนี้  ซึ่งนี่ถือเป็นการเปลี่ยนตำแหน่งแล้วทำให้เขาประสบความสำเร็จเร็วมาก

  1. บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์

การปรับตำแหน่งของชไวน์สไตเกอร์ จากปีก มาสู่มิดฟิลด์ตัวกลาง   ซึ่งในสมัยรุ่งๆ อดีตแข้งปีศาจแดง แจ้งเกิดกับตำแหน่งปีกซ้าย แต่ในปี2009 ฟานกัล มองเห็นอะไรในตัวชไวนี่ จึงได้จับมาเล่นตำแหน่งกึ่งๆกองกลางตัวรับ ชไวนี่ สถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นตำนานของเสือใต้ ก่อนจะมาอยู่กับผีแดงและตอนนี้โลดแล่นอยู่ในเมเจอร์ลีก กับ ชิคาโก้ ไฟร์

  1. พอล สโคลส์

ขาเล่นมิดฟิลด์ตัวกลางเพราะรอย คีน โดนอาการบาดเจ็บเล่นงานจนลงสนามไม่ได้ โดย สโคลส์ เคยเล่นกองหน้าเคียงข้างกับ เอริค คันโตน่า และ แอนดี้ โคล อย่างไรก็ตามตำแหน่งนั้นอาจไม่ทำให้เขาแจ้งเกิดได้เท่ากับการเล่นมิดฟิลด์  ซึ่งในความโชคร้ายในตอนแรกที่คิดว่าตัวเองได้เปลี่ยนตำแหน่งอาจทำได้ไม่ดี แต่สุดท้ายเขากับได้แจ้งเกิดเพราะตำแหน่งมิดฟิลด์  เขามีลูกยิงไกลอันทรงพลัง วิสัยทัศน์การเล่น การวางบอล ความฉลาดในการอ่านเกม คือสิ่งที่เห็นได้จากสโคลส์  มิดฟิลด์หัวแดงเพลิง ได้รับการยกย่องจากนักเตะชั้นนำหลายคนและแฟนบอลทั่วโลกว่า คือกองกลางที่ดีที่สุดในโลก

Continue reading

5 แข้งที่ทำผลงานดี มีแนวโน้มค่าเหนื่อยเพิ่ม

หลังจบฤดูกาล 2017-2018  การเปิดฉากหาซื้อนักเตะก็จะเกิดขึ้น เพราะผลงานของนักเตะจะบ่งบอกถึงคุณภาพในตัวนักเตะเอง  ซึ่งนักเตะที่ทำผลงานได้ดี โชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยม ก็จะเป็นที่จับจ้อง หมายตาของแมวมองทั้งหลายอยู่แล้ว  ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้นักเตะตัดสินใจอยู่หรือไปนอกจากความท้าทายใหม่ๆนั้น ค่าเหนื่อยก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ซึ่งนักเตะที่ทำผลงานได้ดี ก็มักได้รับการเพิ่มค่าเหนื่อยจากสโมสรเพื่อตอบแทนผลงาน  ในวันนี้เราจะพามาดู 5 นักเตะที่มีแนวโน้มจะได้ค่าเหนื่อยเพิ่มในซัมเมอร์นี้

1.ราฮีม สเตอร์ลิ่ง

เขามีส่วนสำคัญสุดๆที่ช่วยให้เรือใบสีฟ้า ประสบความสำเร็จในฤดูกาลนี้ ดาวเตะวัย 23 ปี ยิงไปแล้ว 21 ประตู และมีข่าวว่ายังไม่ต่อสัญญา จึงเป็นไปได้ว่า เจ้าตัวอาจจะอยากไปหาความท้าทายใหม่  จากผลงานที่ดีของเขา จึงมีรายงานว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พร้อมทุ่มเพิ่มค่าเหนื่อยให้กับเจ้าตัวเป็น 300,000 ปอนด์ ต่อสัปดาห์ หรือประมาณ13,200,000 ล้านบาท จากเดิมที่รับค่าเหนื่อยอยู่ที่ 180,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 7,920,000 ล้านบาท

2.ดาบิด เด เคอา                                                                      

เขาได้กลายเป็นผู้รักษาประตู ที่ผีแดงขาดไม่ได้จริงๆ หากจำกันได้ เจ้าตัวเกือบจะย้ายไปอยู่กับราชันชุดขาวแล้ว แต่ด้วย เรื่องของเอกสารที่ล่าช้า ทำให้เจ้าตัวชวดย้ายไปในที่สุด และตอนนี้แม้เจ้าตัวจะดูมีความสุขดีกับปีศาจแดง   แต่เพื่อความมั่นใจ จึงมีข่าวว่าแมนยูเตรียมจะเสนอเพิ่มค่าเหนื่อย จากสัปดาห์ละ 200,000 ปอนด์  หรือประมาณ 8,800,000 ล้านบาท เพิ่มให้เป็น 350,000 ปอนด์ หรือประมาณ 15,400,000 บาท เลยทีเดียว

3.โมฮาเหม็ด ซาลาห์

ดาวเตะชาวอียิปต์ในสีเสื้อหงส์แดงที่นำเป็นดาวซัลโว อยู่ใน ขณะนี้ เขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนตกเป็นที่สนใจของทีมระดับท็อปทั่วยุโรป  แต่อย่างไรก็ตาม มีรายงานหงส์แดง ได้ตัดสินใจเพิ่มค่าเหนื่อยจาก 120,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 5,280,000 ล้านบาท เป็น 200,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 8,800,000 ล้านบาท เพื่อให้เจ้าตัวอยู่กับทีมต่อไป

4.ซามูเอล อุมติตี้

ช่วงนี้มีข่าวลือว่า กองหลังคนเก่งของบาร์เซโลน่า รายนี้จะย้ายไปค้าแข้งกับผีแดงในซัมเมอร์นี้  โดยมีรายงานว่า ปีศาจแดงพร้อมจ่ายค่าตัว ที่ 54 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 2,376 ล้านบาท พร้อมค่าเหนื่อยสุดมหาศาล  ดังนั้นจึงเป็นที่เชื่อว่า เจ้าบุญทุ่มจะยื่นข้อเสนอเพิ่มค่าเหนื่อยให้กับกองหลังชาวฝรั่งเศสเพิ่มขึ้น เพื่อให้เจ้าตัวพิจารณาและอยู่กับทีมต่อไป หลังจากปัจจุบันได้รับค่าเหนื่อยอยู่ที่ สัปดาห์ละ 75,000 ปอนด์ หรือประมาณ 3,300,000 ล้านบาท

5.แฮร์รี่ เคน

เขาดาวเตะทีมชาติอังกฤษ ที่ยิงถล่มทลายมาตลอด ก่อนหน้าค่าเหนื่อยของเขาอยู่ที่  100,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์หรือประมาณ 4,400,000 ล้านบาท ฃ และเมื่อตกเป็นข่าวได้รับความสนใจจากยอดทีมจากยุโรปมากมาย โดยเฉพาะเรอัล มาดริด ของสเปน จึงเชื่อกันว่า ซัมเมอร์นี้ สเปอร์สจะเพิ่มค่าเหนื่อยให้คนอย่างน้อยเท่าหนึ่งของค่าเหนื่อยเดิมเพื่อรั้งตัวให้อยู่กับทีมต่อไป

 

Continue reading

5 ข้อลิเวอร์พูลห้ามชะล่าใจ แม้ถล่มแมนซิตี้ขาดลอยในเลกแรก

จบไปแล้วสำหรับศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เลกแรก ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ซึ่งการพบกันของสองทีมจากอังกฤษ จบลงด้วยชัยชนะของลิเวอร์พูล ที่สกอร์ 3-0

โดยตามหลักทีมที่แพ้ถึง 3 ลูก ยากมากที่จะคัมแบ็กกลับมา ซึ่งนั่นหมายความว่าลิเวอร์พูลเข้ารอบไปแล้วครึ่งตัว ในโลกของฟุตบอลอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น และนี่คือ 5 เหตุผลที่ทำให้เรือใบสีฟ้า มีสิทธิคัมแบ็คกลับมาได้ในการแข่งเลก 2

1) ลิเวอร์ขาดกลางรับ

การที่ลิเวอร์พูลเอาชนะ แมนฯซิตี้ได้ในเลกแรก ส่วนหนึ่งเพราะผู้เล่นตำแหน่งมิดฟิลด์คอยปัดกวาด และเคลียร์ปัญหาทุกอย่างให้จนหมด จนทำให้แนวรุกสามารถบุกได้อย่างสบายใจ แต่ปัญหาคือจอร์แดน เฮนเดอร์สัน ตัวกลางรับธรรมชาติคนเดียวของทีม จะได้ติดโทษแบนในเกมต่อไป ขณะที่อีกคนที่พอเล่นได้คือเอ็มเร่ ชาน ก็ยังต้องรอดุความฟิต อาจจะหายไม่ทันในเลกที่สอง ซึ่งถ้าไม่มีตัวรับเก่งๆคอยหยุดเกมของเควิน เดอ บรอยน์ กับ ดาบิด ซิลบา บางทีหงส์แดงอาจโดนยิงไหลทะลุก็เป็นไปได้

2) พะวงลุ้นอาการซาลาห์

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ มีอาการเจ็บเข่า จนต้องรีบเปลี่ยนตัวระหว่างเกมที่ชนะแมนฯซิตี้ในเกมแรก ซึ่งเป็นเรื่องไม่ปกติ ที่นักเตะอย่างซาลาห์จะไม่สามารถเล่นจนจบเกมได้ ซึ่งแปลว่าในครั้งนี้ เขาคงจะเจ็บพอสมควรแต่จริงๆลิเวอร์พูล ยังไม่ได้แถลงการณ์ว่าอาการของซาลาห์จะพักนานแค่ไหน แต่ถ้าหายไม่ทันเกมเลกที่ 2 อาวุธหนักของลิเวอร์พูลก็คงจะหายไป และในคราวนี้มันก็เป็นการเปิดโอกาสให้แมนฯซิตี้ บุกหนักเต็มที่ โดยไม่ต้องกลัวการสวนกลับอย่างรวดเร็ว

3) เซ็นเตอร์ป่วย เกมนี้ดับแน่

จากที่โจแอล มาติป พักยาวทั้งฤดูกาลไป โดยขณะที่โจ โกเมซ ยังไม่รู้ว่าจะหายเมื่อไหร่ เท่ากับว่า เซ็นเตอร์แบ็กของลิเวอร์พูล จะเหลือแค่เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, เดยัน ลอฟเรน และ รักนาร์ คลาวาน เท่านั้น ซึ่งถ้าตัดคลาวาน ที่เป็นตัวเลือกท้ายๆไป จะสรุปได้ว่า ตอนนี้เหลือแค่ฟาน ไดค์ กับ ลอฟเรน ต้องสู้ศึกอีกประมาณ 10 นัดที่เหลืออยู่ สองคนยังคงพอประคับประคองทีมได้ และยืนหยัดเล่นคู่กันได้ แต่ถ้ามีใครเจ็บใครป่วยขึ้นมาคนใดคนหนึ่ง ลิเวอร์พูลจะไม่มีเซ็นเตอร์แบ็กเหลืออีก ซึ่งถ้ามาแจ๊กพอตในเกมหน้ากับแมนฯซิตี้พอดี คราวนี้ จะมีช่องโหว่มากมาย ให้โดนทะลวงประตูเป็นแน่

4) อเกวโร่หวนกลับมาคัมแบ็ก

สาเหตุที่สำคัญที่แมนฯซิตี้ ในเกมเมื่อคืนนี้ มีแนวรุกอ่อนลงมาก เพราะพวกเขาไม่มีกุน อเกวโร่ กองหน้าเบอร์หนึ่งของทีม จึงต้องจำใจ ที่ต้องส่งกาเบรียล เชซุสลงมาเล่นแนวรุกร่วมกับลีรอย ซาเน่ อเกวโร่ คือหัวหอกที่เฉียบคม และยิงประตูลิเวอร์พูลได้ประจำ  ดังนั้นการได้อเกวโร่กลับคืนมาสู่ทีม ตั้งแต่สุดสัปดาห์นี้ ย่อมทำให้ศักยภาพในการจบสกอร์ของแมนฯซิตี้ เป็นอันตรายขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ซึ่งถ้าอเกวโร่ ทำสกอร์แรกได้เร็ว โอกาสที่จะโดนยิงไหลยาว ก็มีสิทธิ์ทำได้

5) ลิเวอร์เคยพ่ายให้ แมนฯซิตี้ 5-0

ในช่วงต้นฤดูกาลนี้ลิเวอร์พูล สู้แมนฯซิตี้ไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง ซึ่งการเหลือ 10 ตัว จากซาดิโอ มาเน่ ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง แต่ในเกมนั้นก็เป็นที่ชัดเจนว่า ลิเวอร์พูลเป็นรองเรือใบสีฟ้าอย่างชัดเจน ดังนั้นในเชิงจิตวิทยา แมนฯซิตี้ก็ไม่มีอะไรที่ต้องกลัว เพราะเคยชนะ 5-0 ได้แล้วครั้งหนึ่ง และถ้าดูในเวทียุโรป มีหลายทีมที่เคยคัมแบ็กหลังจากตามหลังไกล จากตัวอย่างเช่น บาร์เซโลน่าในฤดูกาลที่แล้ว แพ้ปารีส แซงต์แชร์กแมงในเลกแรก 0-4 แต่กลับมาชนะในบ้านตัวเอง 6-1 ซึ่งเคสแบบนี้ ก็อาจเกิดขึ้นได้อีกครั้ง

 

Continue reading

หงส์ สู้ไม่ถอย ยอมทุ่มแลกตัว ดีบาล่า เพื่อแทนที่ คูตี้

เมื่อไม่นานมานี้ ทางด้านทีมใหญ่ทีมดังอย่าง ลิเวอร์พูล เจ้าของฉายา หงส์แดง ได้เผยว่า พร้อมร่วมวงในการที่จะดึงตัว เปาโล ดีบาล่า กองหน้าทีมดังอย่าง ยูเวนตุส มาร่วมทีมในซัมเมอร์นี้ เพื่อหวังจะได้มาทดแทน ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ แต่งานนี้ไม่ง่ายเลย เพราะหัวหอกรายนี้เนื้อหอมมากถึงขณะที่หลายๆทีมดังต่างให้ความสนใจ ทำให้หงส์แดงต้องแย่งกับอีกหลายทีมที่อยากได้สตาร์อาร์เจนไตน์ด้วยเช่นกัน

ดีบาล่า  หัวหอกตัวฉกาจของยูเวนตุส อาจอำลาทีมต้นสังกัดยูเวนตุส ในช่วงจบซีซั่นนี้ หลังจากที่ตัวนักเตะรายนี้นั้นทำผลงานได้ดี และมีฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมภายใต้การคุมทีมของ มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรีซึ่งผลงานของเขาเป็นที่ประจักษ์ และทำให้ทีมดังหลายทีมต่างสนใจและต้องการที่จะดึงตัวเขาเข้าร่วมทีม โดยเฉพาะ ลิเวอร์พูลทีมดังแห่งเมืองผู้ดี ที่ทีมนี้ ก็พร้อมที่จะทุ่มเงินจำนวนมหาศาล เพื่อหาตัวแทนของ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ที่ได้ย้ายไปร่วมทีม กับทีมดังอย่าง  บาร์เซโลน่า สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึกลา ลีกา สเปน เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ล่าสุดสื่ออิตาลีได้รายงานว่า หงส์แดง พร้อมที่จะเซ็นสัญญาคว้า ดีบาล่า หัวหอกรายนี้แห่งสังกัดยูเวนตุสทันที  เมื่อตลาดซื้อ-ขายนักเตะเปิดขึ้นอีกครั้ง เพราะเหตุเนื่องจากปัจจุบันพวกเขายังคงมีเงินอีกมากจากการขาย คูตินโญ่ ไปด้วยค่าตัวถึงอันมหาศาลถึง 142 ล้านปอนด์ หรือ 6,390 ล้านบาท เลยทีเดียว

โดยปัจจุบัน ลิเวอร์พูล  หรือ หงส์แดง ที่มีจุดเด่นของทีมอยู่ที่แนวรุกที่อันตรายสุดๆ แต่ ดีบาล่า ก็จะช่วยเข้ามาเพิ่มมิติในเกมรุกให้มากขึ้น  ขณะที่ ยูเวนตุสนั้น  ก็เตรียมพร้อมสำหรับการเสียสตาร์อาร์เจนไตน์ไปแล้ว และพวกเขาก็มองถึงการเดินหน้าคว้าตัว อ็องตวน กรีซมันน์ หัวหอกตัวเก่งที่หลายๆทีมก็ต้องการอย่าง แอตเลติโก มาดริด ในช่วงซัมเมอร์นี้

อย่างไรก็ตาม แน่นอนว่า หากนักตัมีความสามารถ ฟอร์มดี ซึ่ง้ป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วว่าใครๆ ทีมไหนๆก็ต้องการ  แต่ไม่ว่าจะยังไงสุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับตัวนักเตะว่าตนนั้นอยากจะไปท้าทายในการค้าแข้งแบบไหน กับสไตล์การเล่นแบบใด แน่นอนว่าไม่ง่ายเลยที่ทีมไหนๆจะสามารถซื้อตัวนักเตะที่เก่งๆเข้าร่วมทีมได้อย่างง่ายๆ โดยไม่มีอุปสรรคเลย ซึ่งลิเวอร์พูล ก็จะต้องเจอกับคู่แข่ง เนื่องจากทั้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เรอัล มาดริด และ บาร์ซ่า ต่างก็อยากได้ ดีบาล่า ไปร่วมทัพด้วยเช่นกัน

 

 

Continue reading

“ ช้างศึก ” มีลุ้นร่วมสายเจ้าภาพบอลเอเชียนคัพกับ “ ยูเออี ”

ทีมชาติไทย มีลุ้นอาจได้อยู่ร่วมสายเดียวกับ ยูเออี เจ้าภาพใน เอเชียน คัพ 2019 หากว่าถูกจับขึ้นมาเป็นลูกแรกของ โถ 4 จะทำให้ขุนพลจากฝั่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา เข้าไปเป็น 1 ในเพื่อนร่วม กลุ่ม เอ กับประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ทันที

หลังจากที่ศึก เอเชียน คัพ 2019 ซึ่งจะถูกจัดขึ้นที่ประเทศประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างวันที่ 5 ม.ค.62-2 ก.พ.62 ได้ครบ 24 ทีมที่เข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจะมีการจับสลากแบ่งสายทั้งหมด 6 กลุ่ม ในวันที่ 4 พ.ค.61 อย่างไรก็ตามการประกาศอันดับโลก ที่จะใช้ก่อนจับสลากนั้นจะเกิดขึ้นในวันที่ 12 เม.ย.นี้

มีการวิเคราห์ะบอลคาดกันว่า ทีมชาติไทย ที่เสมอ กาบอง ใน 90 นาที ทว่าคิดแบบเอาชนะจุดโทษนั้น “ช้างศึก” มีโอกาสจะได้ 178 คะแนน แต่ในรอบชิงชนะเลิศของ คิงส์ คัพ ครั้งที่ 46 พวกเขากลับแพ้ สโลวเกีย 2-3 ทำให้คะแนนฟีฟ่าสุทธิที่จะประกาศผลวันที่ 12 เม.ย.61 น่าจะอยู่ที่ 251 คะแนน

ซึ่งอันดับโลกอาจขึ้น ประมาณ 1-5  อันดับ โดยพวกเขาน่าจะอยู่ในโถ 4 ที่มี จอร์แดน, เกาหลีเหนือ, ฟิลิปปินส์, บาห์เรน และ เยเมน

อย่างไรก็ตามกลไกในการจับสลากแทงบอลออนไลน์ เอเชียน คัพ 2019 นั้น จะทำการจับโถที่ 4 ก่อน โดยบอลลูกแรกจะถูกจับจากโถ 4 จะถูกวางไปที่ตำแหน่งทีมวางอันดับ 4 ของกลุ่ม เอ บอลลูกที่ 2 จะถูกวางไปที่ตำแหน่งทีมวางอันดับ 4 ของกลุ่ม บี บอลลูกที่ 3 จะถูกวางไปที่ตำแหน่งทีมวางอันดับ 4 ของกลุ่ม ซี บอลลูกที่ 4 จะถูกวางไปที่ตำแหน่งทีมวางอันดับ 4 ของกลุ่ม ดี บอลลูกที่ 5 จะถูกวางไปที่ตำแหน่งทีมวางอันดับ 4 ของกลุ่ม อี บอลลูกที่ 6 จะถูกวางไปที่ตำแหน่งทีมวางอันดับ 4 ของกลุ่ม เอฟ

ก่อนที่ โถที่ 3 – บอลลูกแรกจะถูกจับจากโถ 3 จะถูกวางไปที่ตำแหน่งทีมวางอันดับ 3 ของกลุ่ม เอ บอลลูกที่ 2 จะถูกวางไปที่ตำแหน่งทีมวางอันดับ 3 ของกลุ่ม บี บอลลูกที่ 3 จะถูกวางไปที่ตำแหน่งทีมวาง  อันดับ 3 ของกลุ่ม ซี บอลลูกที่ 4 จะถูกวางไปที่ตำแหน่งทีมวางอันดับ 3 ของกลุ่ม ดี บอลลูกที่ 5 จะถูกวาง ไปที่ตำแหน่งทีมวางอันดับ 3 ของกลุ่ม อี บอลลูกที่ 6 จะถูกวางไปที่ตำแหน่งทีมวางอันดับ 3 ของกลุ่ม เอฟ

จากนั้น โถที่ 2 – บอลลูกแรกจะถูกจับจากโถ 2 จะถูกวางไปที่ตำแหน่งทีมวางอันดับ 2 ของกลุ่ม เอ บอลลูกที่ 2 จะถูกวางไปที่ตำแหน่งทีมวางอันดับ 2 ของกลุ่ม บี บอลลูกที่ 3 จะถูกวางไปที่ตำแหน่งทีมวางอันดับ 2 ของกลุ่ม ซี บอลลูกที่ 4 จะถูกวางไปที่ตำแหน่งทีมวางอันดับ 2 ของกลุ่ม ดี บอลลูกที่ 5 จะถูกวางไปที่ตำแหน่งทีมวางอันดับ 2 ของกลุ่ม อี บอลลูกที่ 6 จะถูกวางไปที่ตำแหน่งทีมวางอันดับ 2 ของกลุ่ม เอฟ

และ โถที่ 1 – ยูเออีจะถูกวางให้เป็นทีมวางอันดับ 1 ของกลุ่ม เอ ในฐานะเจ้าภาพจัดการแข่งขัน บอลลูกที่ 2 จะถูกวางไปที่ตำแหน่งทีมวางอันดับ 1 ของกลุ่ม บี บอลลูกที่ 3 จะถูกวางไปที่ตำแหน่งทีมวางอันดับ 1 ของกลุ่ม ซี บอลลูกที่ 4 จะถูกวางไปที่ตำแหน่งทีมวางอันดับ 1 ของกลุ่ม ดี บอลลูกที่ 5 จะถูกวางไปที่ตำแหน่งทีมวางอันดับ 1 ของกลุ่ม อี บอลลูกที่ 6 จะถูกวางไปที่ตำแหน่งทีมวางอันดับ 1 ของกลุ่ม เอฟ เป็นอันได้บทสรุปของการจับสลาก เอเอฟซี เอเชียน คัพ 2019 รอบสุดท้าย ณ ประเทศประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

นั่นหมายความว่า ถ้าทีมชาติไทยถูกจับขึ้นมาเป็นลูกแรกของ โถ 4 จะทำให้พวกเขาอยู่กับเจ้าภาพอย่าง ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คู่ปรับจากฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 12 ทีมสุดท้าย กลุ่ม บี ทันที

การฟาดแข้ง เอเชียน คัพ 2019 รอบสุดท้าย การแบ่งออกเป็น 6 สาย สายละ 4 ทีม จะนำที่ 1 กับ 2 ของกลุ่ม ผ่านเข้ารอบต่อไปแบบอัตโนมัติ และจะเอาอันดับ 3 ที่ดีที่สุดทั้งหมด 4 ชาติ จาก 6 กลุ่ม เข้าไปเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้าย เฉกเช่นเดียวกับ ยูโร 2016 ครั้งที่ผ่านมาอีกด้วย นั่นทำให้ทีมชาติไทยมีโอกาสไม่น้อย ที่จะเข้ารอบต่อจากรอบแบ่งกลุ่มในรอบ 47 ปีของรายการ เอเชียน คัพ ต่อจากปี 1972

ซึ่งทัวร์นาเมนต์นี้มาจัดที่ไทย ก่อนที่ขุุนพลจากฝั่งลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะก้าวไปคว้าอันดับ 3 ด้วยการชนะจุดโทษเหนือ กัมพูชา 5-3 หลังเสมอในเวลาปกติ 2-2 จากนั้นในการแข่งขันของปีต่อมาทำได้เพียงแค่ตกรอบแรก หรือไม่ผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้าย

โดยการจัดอันดับทั้ง 4 โถ ก่อนจับสลาก เอเชียน คัพ 2019 ที่จะมีการประกาศแรงกิ้งในเดือน เม.ย.นี้ ประกอบด้วย โถ 1: ยูเออี-เจ้าภาพ(79), อิหร่าน(33), ออสเตรเลีย( 37), ญี่ปุ่น(55), เกาหลีใต้(59), จีน(65), โถ 2 : ซาอุดิอาระเบีย(69), อุซเบกิสสถาน(72), ปาเลสไตน์(73), ซีเรีย(74), อิรัก(83), เลบานอน(87), โถ 3 : อินเดีย(99), กาตาร์(101), โอมาน(103), เวียดนาม(113), เติร์กเมนิสสถาน(114), คีร์กีซสถาน(115), โถ 4 : จอร์แดน(117), เกาหลีเหนือ(119), ฟิลิปปินส์(122), บาห์เรน(125), ไทย(129) และ เยเมน(140)

Continue reading